Archive of ‘VISION’ category

นิทรรศการ Essential Eames โดย Eames Demetrios

Essential Eames: Icons of 20th Century Design

นิทรรศการ Essential Eames โดย Eames Demetrios

ช่วงหน้าร้อนปีนี้ เรากำลังมองหางานออกแบบที่สร้างแรงบันดาลใจมาแนะนำกัน ก็สะดุดกับ ผลงานเฟอร์นิเจอร์ดีไซน์ระดับตำนานของ Charles and Ray Eames ที่นำมาทำการจัดแสดงครั้งแรกในเมืองไทย เป็นนิทรรศการที่ Eames Demetrios บอกกับผู้ชมว่า ในนิทรรศการ “Essential Eames: ต้นแบบงานดีไซน์แห่งศตวรรษที่ 20” จะปลุกเร้าแรงบันดาลใจทั้งด้านการออกแบบและการใช้ชีวิต

Eames Demetrios

“บทบาทของดีไซเนอร์ เปรียบได้กับเจ้าบ้านที่รู้ใจและเข้าถึงความต้องการของแขกผู้มาเยือน” – ชาร์ลส อีมส์

นิทรรศการนี้ จัดแสดงระหว่างวันที่ ๒o มีนาคม – ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๕๘ ณ ห้องนิทรรศการ ๒ ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ กรุงเทพฯ : TCDC ในชื่อ นิทรรศการ “Essential Eames: ต้นแบบงานดีไซน์แห่งศตวรรษที่ ๒o”

นิทรรศการนำเสนอจากข้อมูลของหนังสือ An Eames Primer ที่เขียนโดย Eames Demetrios หลานชายของ Charles และ Ray ซึ่งได้รับคำนิยมจากหนังสือพิมพ์ The Washington Post ว่า “..เป็นผู้ที่ทำให้วิถีการนั่งของศตวรรษที่ ๒o เปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง”

หลังจากที่ Herman Miller แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ชื่อดังระดับโลกประสบความสำเร็จในการจัดแสดงนิทรรศการสัญจรภายใต้ชื่อ Essential Eames: Icons of 20th Century Design มาแล้วอย่างท่วมท้นจากฮ่องกง จาร์การ์ต้า โตเกียว เซี่ยงไฮ้ และสิงคโปร์ ปีนี้ ได้มาเยือนและจัดแสดงที่ประเทศไทย ภายใต้การร่วมมือระหว่าง TCDC และบริษัท ชนินทร์ ลิฟวิ่ง จำกัด

TCDC ร่วมกับ Herman Miller และ Chanintr Living นำเสนอนิทรรศการสัญจรด้านดีไซน์ Essential Eames: Icons of 20th Century Design ที่ถ่ายทอดจิตวิญญาณ ปรัชญา ไอเดียและการสร้างสรรค์ของ Charles และ Ray Eames คู่สามี-ภรรยาดีไซเนอร์ชั้นครู ที่มีชื่อเสียงโด่งดังระดับตำนาน ผู้ซึ่งฝากผลงานโมเดิร์นดีไซน์ที่มีอิทธิพลต่อชีวิตประจำวันของคนร่วมสมัย และเป็นส่วนหนึ่งของผู้พลิกประวัติศาสตร์วงการออกแบบเฟอร์นิเจอร์ตั้งแต่ยุคทศวรรษ ๑๙๕o เป็นต้นมา

Eames Demetrios

ภายในนิทรรศการ เราได้พบโซนต่าง ๆ ในรูปแบบอินเทอร์แอคทีฟ ตั้งแต่ผลงานด้านการออกแบบ สถาปัตยกรรม เฟอร์นิเจอร์ นิทรรศการ ภาพยนตร์ ของเล่น ไปจนถึงแนวคิดและปรัชญา โดยผู้เข้าชมจะได้เห็นรูปภาพ งานสเก็ตช์ ตลอดจนผลงานชิ้นไอคอนที่เป็นที่นิยมของนักสะสม และชิ้นที่ไม่เคยเห็นมาก่อน โดยได้รวบรวมมาจากหอจดหมายเหตุของเฮอร์แมน มิลเลอร์ เช่น เก้าอี้ดีไซน์เฉพาะสำหรับโป๊ป จอห์น พอลล์ ที่ ๒ เก้าอี้ Shell ที่ผลิตจากวัสดุไฟเบอร์กลาสแบบวินเทจ และผลงานดีไซน์อื่นๆ อีกกว่า ๙o ชิ้น พร้อมภาพยนตร์ที่น่าสนใจกว่า ๑๒๕ เรื่อง ที่สร้างสรรค์โดยชาร์ลสและเรย์ อีมส์ รวมทั้งเรื่อง ‘Glimpses of the U.S.A’ และ ‘Powers of Ten’ ด้วย

สำหรับคนที่ต้องการตัวอย่างของการออกแบบ ที่มีความดื่มด่ำลึกซึ้ง และมองเห็นมากกว่าในการออกแบบที่มีชีวิตชีวา ดื่มด่ำ เก็บรายละเอียดและมองหาความก้าวหน้าในวัสดุ ครุ่นคิดอย่างล้ำลึกซ้ำแล้วซ้ำอีกเพื่อหาคำตอบที่ลงตัว

จังหวะนี้ไม่ควรพลาดเลย เพราะงานของ Charles และ Ray Eames เต็มเปี่ยมด้วยพลังอย่างที่คุณเองจะนึกไม่ถึง ทันที่ที่ได้สัมผัสรายละเอียดแต่ละจุด แต่ละจุด ที่เป็นเสมือนการเรียงร้อยทั้งแนวความคิด ศิลปะ และการออกแบบที่คำนึงผู้ใช้งานอย่างแท้จริง รวมทั้ง Eames Demetrios ยังมาเป็นผู้บรรยายให้ด้วยตัวเองอีกด้วย

หมากล้อม อ่านความคิดพินิจคน

หมากล้อม

ยามสัประยุทธ์ อ่านวิธีวาง หมากล้อม ก็พินิจรู้นิสัยคน

แต่ก่อน มีแม่ทัพคนหนึ่งเล่น หมากล้อม เก่งมาก ฝีมือแม่ทัพดีหาคนเล่นชนะได้ยาก และก็ภูมิใจในฝีมือตนมาก
วันหนึ่ง แม่ทัพออกรบ ผ่านหมู่บ้านแห่งหนึ่ง เห็นบ้านเล็ก ๆ หลังหนึ่ง มีป้ายติดว่า “หมากล้อม อันดับ 1 ของประเทศ”
แม่ทัพเห็นแล้วรู้สึกไม่ยอมรับในใจ จึงพักทัพ แวะเข้าไปหาเจ้าของบ้าน ขอประลองหมากล้อมด้วย
ปรากฎว่า เจ้าของบ้านแพ้ทั้ง 3 กระดาน

แม่ทัพยิ้ม เอามือลูบเครา พลางหัวเราะใส่เจ้าของบ้าน  “เหอะๆ..แกเอาป้ายลงได้แล้ว”
แล้วแม่ทัพก็ไปออกรบด้วยความกระหยิ่มในฝีมือการวาง หมากล้อม และวิสัยทัศน์ในกลยุทธของตน

หลังจากนั้นไม่นาน แม่ทัพรบชนะกลับมา ผ่านมาที่เดิม
ก็ยังเห็นป้าย อันดับ 1 แขวนอยู่ที่บ้านหลังเดิม ก็อดไม่ได้ แม่ทัพจึงเข้าไปหาเจ้าของบ้าน และท้าดวลอีก

คราวนี้แม่ทัพบอกสำทับเจ้าของบ้านว่า เล่นให้ดี ถ้าชนะจะให้รางวัล แต่ถ้าแพ้ จะปลดป้ายอวดดีที่ติดไว้หน้าบ้านทิ้ง
แต่ปรากฎว่าครั้งนี้ แม่ทัพกลับพ่ายแพ้อย่างสิ้นเชิงทั้ง 3 กระดาน ไม่เหลือเค้าลางความเก่งเดิมที่เคยทะนงในฝีมือ

แม่ทัพประหลาดใจมาก ถามเจ้าของบ้านว่าเพราะอะไร ? ไปฝึกที่ไหนเพื่อมาแก้มือหรือเปล่า ? รู้สึกไม่อาจยอมรับได้ว่าเจ้าของบ้านเก่งกว่า เลยอ้างว่าเพิ่งเดินทัพกลับมายังเหนื่อยล้า พรุ่งนี้จะมาเล่นด้วยใหม่

เป็นอย่างนี้ สามวัน ทุกวันแม่ทัพแพ้หมากล้อมอย่างหมดรูป 3 กระดาน ทั้งสามวัน จนไม่อาจไม่ยอมรับว่าฝีมือตนด้อยกว่า และไม่มีเหตุผลใดกล่าวอ้างอีก จึงยอมรับนับถือฝีมือเจ้าบ้านอย่างจริงใจ ยอมตบรางวัลให้ตามสัญญา แต่ก็ยังอดถามไม่ได้ว่า แล้วทำไม

เจ้าบ้านขอร้องให้แม่ทัพรับปากว่าถ้าตอบตามจริงแล้วจะไม่มีโทษ แม่ทัพให้สัตย์

เจ้าของบ้านจึงตอบตามตรงว่า
เพราะท่านเป็นแม่ทัพ และข้าเป็นผู้น้อย  วันแรกที่เจอกัน ท่านเดินทัพไปรบแต่กลับอดไม่ได้ต้องแวะมาลองฝีมือกับข้าพเจ้า ย่อมแสดงว่าท่านรู้สึกไม่ยอมรับนับถือผู้ใดในสิ่งที่ท่านคิดว่าท่านเก่งกว่า อีกทั้งเมื่อเดินหมากท่วงทีกลยุทธเดินหมากท่านดุดันวางรุกรุนแรงหมายกินพื้นที่ไม่เหลือ มุ่งหมายชนะถ่ายเดียว ข้าพเจ้าจึงรู้ว่าแพ้ชนะมีผลต่อความมั่นใจของท่านในการออกรบ ครั้งก่อนนั้น ท่านกำลังมีภารกิจต้องไปออกรบ ข้าน้อยจะไปลบเหลี่ยม ทำให้ท่านหมดขวัญกำลังใจไม่ได้

แต่ครั้งนี้ ท่านชนะกลับมา และบังคับให้ข้าน้อยเล่นอีก ถ้าแพ้จะปลดป้ายของข้าน้อยออก จึงมิอาจออมมือให้แล้วขอรับ”

แม่ทัพพยักหน้ายอมรับในเหตุผล ที่เจ้าของบ้านอ่านได้กระจ่าง แต่ก็อดไม่ได้ที่จะแสดงสีหน้าไม่พึงใจออกมา แต่ก็ไม่ว่ากระไร มอบรางวัลแล้วกลับไปยังทัพของตน พอถึงที่พักก็คิดว่า คนที่อ่านกลหมากได้จนรู้ความคิดอ่านของตนย่อมจะเป็นภัย ใครรู้ว่าแม่ทัพแพ้หมดรูปขนาดนั้นถึงไหนอายถึงนั่น จึงสั่งลูกน้องคนสนิทให้ไปฆ่าเจ้าของบ้านเสีย โดยให้เหตุผลว่าถ้าข้าศึกรู้ว่ามีคนนี้อยู่อาจเอาไปใช้เป็นประโยชน์ในการศึกคราวต่อไป แต่เมื่อไปถึง เจ้าของบ้านก็เก็บของและป้ายนั้นพร้อมออกเดินทางหายไปอย่างไร้ร่องรอยเสียแล้ว

หมากล้อม

คนที่เก่งจริงในโลกนี้ คือคนชนะได้ แต่ไม่จำเป็นต้องชนะ
มีใจกว้างขวางพอที่จะให้คนอื่นได้ชนะ ได้ภูมิใจในฝีมือของตน ได้ไปรบในสนามรบของตนอย่างมั่นใจ

การใช้ชีวิต ก็เหมือนกัน
รู้ ไม่จำเป็นต้องพูด ไม่พูด ใช่ว่าจะไม่รู้

หากคุณพูดในสิ่งที่คุณรู้ แต่เป็นเรื่องที่เจ้าของเรื่องไม่อยากให้รู้ หรือไม่คิดว่าคนอื่นจะรู้ คุณไม่ได้มิตร แต่ได้ศัตรู
คนทุกคนบอกว่ารับความจริงได้ ต้องการให้คุณพูดความจริง แต่พอคุณพูดแล้ว ใช่ว่าจะรับได้ทุกคน อาจจะโกรธคุณอีกต่างหาก ที่เสือกรู้ความจริงในใจ หรือความคิดของเขา

การที่เขาบอกให้คุณพูดความจริง ที่จริงแค่ต้องการจะรู้ว่าคุณรู้เท่าไหน แต่ไม่ได้หมายความว่ารับความจริงได้ เมื่อรู้ว่าคุณรู้เยอะมาก เยอะกว่าที่เขาคาดไว้ เขาย่อมโกรธคุณ เพราะ “รู้ทัน” หรือไม่ทำใจยอมรับได้ว่า ในเรื่องนั้นคุณเก่งกว่า รู้เยอะกว่าเขา

ต่อหน้าคนใจแคบ คุณต้องใจกว้าง ถ้าทำใจกว้างไม่ได้ ก็ต้องแกล้งโง่ เพราะไม่มีทางทำให้เขาพึงใจในความเก่งของคุณได้ ต่อให้เขายอมรับก็ยอมรับด้วยความรู้สึกไม่ยินยอม และมุ่งจะเอาชนะท่านให้ได้ มีแต่เสียกับเสีย

ต่อหน้าคนใจกว้าง คูณแสดงความสามารถได้ตามจริง เต็มเท่าที่คุณมี แต่ก็ยากนักที่จะเจอคนใจกว้างได้ง่ายๆ ในสังคมปัจจุบัน

คนเก่งหมากล้อมอ่านพินิจวิธีการเดินหมากล้อมก็เห็นความคิดอ่าน
คนเก่งใช้ชีวิต ก็ต้องอ่านพินิจวิธีคิดอ่านของคนที่ตนพบด้วย เพราะมีผลต่อการปฏิสัมพันธ์กันในอนาคต

ข้อคิดชีวิต จงอย่าหวั่นไหวแกว่งไกวในแรงลม

01

ข้อคิดชีวิต ถ้ารู้จักตนเองดี ก็นิ่งในความเข้าใจผิดได้ไม่หวั่นไหว

ข้อคิดชีวิต →
หมู่บ้านแห่งหนึ่งมีหญิงสาวคนหนึ่งท้อง
พ่อแม่บังคับให้ลูกบอกว่าใครเป็นพ่อของเด็ก หญิงสาวทนพ่อแม่บีบคั้นไม่ได้ แต่กลัวไม่กล้าบอกว่าใครเป็นพ่อเพราะพ่อกำลังโมโหถืออาวุธจะไปเอาเรื่องกับคนที่ตนรัก เลยโกหกไปว่าพ่อของเด็กเป็นพระอาวุโสรูปหนึ่งในวัดใกล้บ้าน พ่อแม่โมโหมากแต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร

ข้อคิดชีวิต

เมื่อเด็กคลอดออกมา คนที่บ้านก็เอาเด็กไปหาพระอาวุโสรูปนี้
พระอาวุโสท่านทราบก็บอกเพียงว่า “อ้อ อย่างนั้นหรือ” แล้วก็รับเด็กไว้
ตั้งแต่นี้ไป พระอาวุโสรูปนี้ท่านก็รับเลี้ยงเด็กไว้ เวลาไปบิณฑบาตตามบ้านท่านก็เอาไปด้วยเพราะไม่มีคนเลี้ยง

คนทั้งหมู่บ้านเห็นก็สงสัย ไปถามๆกันต่อๆ พอทราบตามที่หญิงสาวโกหกไว้ ก็เป็นเดือดเป็นแค้น ไปก่นด่าพระอาวุโสรูปนั้นต่าง ๆ นาๆ อย่างหยาบคาย แล้วก็บอกว่าไม่ต้องมาบิณฑบาตที่หมู่บ้าน จะไม่มีใครใส่อาหารให้ ท่านก็บอกเพียงว่า “อ้อ อย่างนั้นหรือ”

ผ่านไป 1 ปี หญิงสาวก็ทนไม่ไหว รู้สึกผิดสำนึกละอายใจ จึงไปสารภาพกับพ่อแม่ว่า พ่อของเด็กเป็นอีกคนหนึ่ง ไม่เกี่ยวกับพระอาวุโสรูปนั้นเลย

พ่อแม่หญิงสาวทราบตวามจริงก็ละอายใจมาก รีบไปพบพระอาวุโสรูปนั้น เพื่อขอโทษพระอาวุโสรูปนั้น และรับเด็กกลับมาเลี้ยง ท่านก็พูดเพียงว่า “อ้อ อย่างนั้นหรือ”

ชาวบ้านทราบเรื่องก็ละอายแก่ใจ มาขอโทษท่าน นิมนต์ให้ท่านกลับไปบิณฑบาตที่หมู่บ้านอีก ท่านก็พูดเพียงว่า “อ้อ อย่างนั้นหรือ”

พระอาวุโสรูปนี้ ท่านถูกกล่าวหาจนชาวบ้านไม่นับถือแถมยังก่นด่าใส่อย่างหยาบคาย แต่ท่านก็นิ่งรับเฉยๆไว้ เพราะเหตุใด ?

หากบอกว่า “เพราะเมื่อท่านบวชเป็นพระ ชื่อเสียงเงินทองต่างเป็นของนอกกาย สรรพสิ่งล้วนหามีสาระให้ยึดมั่นได้ เด็กสาวเดือดร้อนต้องการปกปิดเรื่องของตน โกหกเพื่อปกป้องตัวเอง พ่อแม่และผู้คนต่างเข้าใจผิด แต่ท่านก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไร หากช่วยเด็กสาวให้พ้นวิกฤตได้ ช่วยชีวิตของเด็กทารกได้ เป็นการทำบุญอย่างหนึ่ง”

เป็นการกระทำที่เปี่ยมด้วยความเมตตาแก่คนทางโลก และมิได้ยึดมั่นไยดีกับโลกธรรม และผลของโลกวัชชะ ความคิดทางโลกอย่างสิ้นเชิง

ข้อคิดชีวิต

ในชีวิตจริงตอนคนอื่นเข้าใจเราผิด เราต้องใช้เวลาอย่างมากในการอธิบายเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของเรา แต่มักไม่มีประโยชน์ ในอารมณ์นั้นมักไม่มีใครฟัง ไม่มีใครยอมฟัง ไมมีใครเชื่อ

คนเราทั่วไปส่วนมากมีแนวโน้มที่จะเชื่อกับข้อมูลที่ได้รับมาครั้งแรก โดยไม่ค่อยพิจารณาว่า ความจริงเป็นเช่นไร ใช้หลักจากการรับรู้ของตัวเอง มีตีความอนุมานและปักใจเชื่อแล้ว อีกนานกว่าเวลาจะทำให้มีสติพิจารณาข้อมูลมากขึ้น ณ เวลานั้นพูดไปก็ป่วยการ ยิ้มรับแล้วไปทำเรื่องอื่นดีกว่า

ในชีวิตจริง คนที่เขาเข้าใจคุณ ก็จะเข้าใจคุณตั้งแต่แรก ไม่ใช่เพราะฟังคุณพูดครั้งเดียวก็เข้าใจคุณ แต่เขามีวิจารณญาณและประสบการณ์ที่ดี อ่านออกและเข้าใจว่าความจริงเป็นอย่างไร

แต่คนที่ไม่เข้าใจและตัดสินคุณไปแล้ว คุณเปลี่ยนมันได้ยาก จนกว่าเขาจะได้ทราบข้อมูลแม้จริงแล้วเปลี่ยนความคิดด้วยตัวเขาเอง

ดังนั้น แทนที่เราจะต้องไปเสียเวลาในการแก้ตัวที่ไร้ประโยชน์ ไอ้ที่เสีย มันเสียอยู่แล้วเพราะเขาไม่มีทางที่จะมาทำความเข้าใจ ทำเรื่องที่ควรทำ ไปทำอะไรที่มีประโยชน์ในระยะยาวดีกว่า

คนจะเข้าใจเราไปว่าเป็นอย่างไร ไม่สำคัญเท่าเราจะเลือกใช้ชีวิตเป็นอย่างไร

อ่าน ข้อคิดชีวิต ได้รู้จักตัวเองแล้วจะไม่หวั่นไหวกับโลกธรรมทั้ง 8 และใช้ชีวิตอย่างสงบไม่รุ่มร้อน แม้อยู่ในท่ามกลางความรุ่มร้อนของผู้อื่นครับ

วัฒนธรรมไทย กับ บันไดเลื่อน ญี่ปุ่น

ห้ามเดินบนบันไดเลื่อน

เข้าใจวัฒนธรรมไทย กับ บันไดเลื่อน ญี่ปุ่น

เรื่องดราม่าขึ้น บันไดเลื่อน ให้ยืนชิดซ้าย หรือชิดขวา แบบญี่ปุ่น นี่ช่วงนี้ชักเริ่มเยอะ จะเลือกทำอะไรแบบไหน บันไดเลื่อน ญี่ปุ่น ไทย จะเอาแบบไหน มาทำความเข้าใจพื้นฐานของแต่ละที่กันก่อนดีไหมครับ

ในประเทศไทยบ้านเรามีความต่างเรื่องนี่เยอะ เพราะเดิมบ้านเรามีวัฒนธรรมการใช้บันไดเลื่อน ตามสากล เป็นกฏเพื่อความปลอดภัย ไม่ใช่ว่ากฏคนช้าชิดข้างนึงคนรีบจะได้เดินได้แบบญี่ปุ่น

เรื่องชิดข้างบันไดในบ้านเรานี่ เพิ่งจะมารณรงค์กัน คิดว่าเป็นเรื่องมีวัฒนธรรมสูง เดิมบ้านเราขึ้นบันไดเลื่อนแบบยืนนิ่งๆ นี้แหละ ปลอดภัยแล้ว สมัยก่อนตั้งแต่มีบันไดเลื่อนแรกๆ ในบ้านเราไม่ได้เน้นรีบ แต่เน้นความปลอดภัย การรีบเดินหรือวิ่งในบันไดเลื่อนของบ้านเราเป็นเรื่องที่ห้ามด้วยซ้ำ และเป็นกฏความปลอดภัยสากลทั่วโลก เพราะมันทำให้เกิดอุบัติเหตุบนบันไดเลื่อนได้ง่าย

es_sticker

บันไดเลื่อนถูกออกแบบไว้สำหรับการยืน แต่ไม่ควรยืนเพียงข้างใดข้างหนึ่ง เพราะจะทำให้เสียสมดุลย์ และอาจเป็นสาเหตุให้ระบบการทำงานของบันไดเลื่อนเกิดความผิดปกติ

นอกจากนี้ การเดินหรือวิ่ง ก็เป็นการใช้บันไดเลื่อนที่ผิดวิธี เพราะแรงสั่นสะเทือนจากการเดินหรือวิ่ง อาจทำให้ระบบนิรภัยทำงานโดยอัตโนมัติ ทำให้บันไดหยุดกระทันหัน อาจกลายเป็นอุบัติเหตุร้ายแรง ส่งผลกระทบถึงความปลอดภัยของผู้อื่นอีกด้วย

บันไดเลื่อน ญี่ปุ่น

อุบัติเหตที่ บันไดเลื่อนประเทศญี่ปุ่น

ในญี่ปุ่นเค้ารีบเพราะสภาพแวดล้อมจำกัดและแออัด เมื่อจำนวนผู้ใช้บันไดเลื่อนมีมากขึ้น และต่างคนต่างก็อยากรีบเดิน จึงเกิดเป็นธรรมเนียมสังคมขึ้นว่า การยืนบนบันไดเลื่อน ควรหลบไปยืนในทางใดทางหนึ่ง ซึ่งอาจจะเป็นทางซ้าย หรือทางขวา หรือแล้วแต่ เป็นการอลุ่มอล่วยด้วยความเข้าใจคนที่รีบ แต่ถ้าถามเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องของญี่ปุ่นเองอย่าง จนท.รถไฟฟ้า ก็จะตอบว่าไม่ได้มีกฏบังคับแบบนี้ เพราะทุกที่ปฏิบัติตามกฏสากลหมดครับ

ไม่ว่าในห้างสรรพสินค้า สถานีรถไฟไม่มีป้ายนี้ ยกเว้นในทางเดินเลื่อนที่สนามบิน

และกลับกัน คือ หลายเมืองเริ่ม ออกกฏบังคับ และติดป้ายห้ามเดินบนบันไดเลื่อนออกมา เนื่องจากเกิดอุบิติเหตุที่บันไดเลื่อนบ่อยๆ

วัฒนธรรมชิดบันไดเลื่อน

ป้ายเตือนห้ามเดินบนบันไดเลื่อน

จากข้อมูลเท่าที่ทราบมา

ในเดือนกรกฎาคม 2004 รถไฟใต้ดินในเมืองนาโงยา ได้ออกประกาศห้ามเดินบนบันไดเลื่อนเป็นแห่งแรกในญี่ปุ่น พร้อมกับรณรงค์โดยการติดโปสเตอร์ในสถานี และแจกสติ๊กเกอร์แก่ผู้ใช้บริการ

หลังจากนั้น ในปี 2006 – 2008 รถไฟใต้ดินในเมืองโยโกฮามา ฟุคุโอกะ ซัปโปโร และโอซากา ก็ได้ประกาศห้ามเดินบนบันไดเลื่อน และรณรงค์ด้วยการติดโปสเตอร์เช่นเดียวกัน โดยเฉพาะที่สถานีที่เมืองฟุคุโอกะ จะมีการประกาศเตือนอยู่ตลอดเวลา

ส่วนรถไฟใต้ดินที่กรุงโตเกียว แม้จะยังไม่ออกประกาศสั่งห้าม แต่ก็เริ่มรณรงค์ด้วยการติดโปสเตอร์และแจกสติกเกอร์เพื่อขอให้ใช้ความระมัดระวัง เพราะแม้จะทราบดีว่าการรีบเร่งเดินบนบันไดเลื่อนเป็นสาเหตุของอุบัติเหตุอันตรายได้  แต่ก็ยังต้องคำนึงถึงผู้ที่ต้องรีบเดินทาง ตลอดจนการระบายจำนวนผู้โดยสารที่มีปริมาณมหาศาลอีกด้วย

東京ビックサイトのエスカレーター事故現場。

อุบัติเหตุ ที่อาริอาเกะ โตเกียว

東京ビックサイトのエスカレーター事故現場。

東京ビックサイトのエスカレーター事故現場。

東京ビックサイトのエスカレーター事故現場。

http://skipedbeat.cocolog-nifty.com/blog/2008/08/post_ef3b.html%5B/caption%5D [caption id="attachment_141" align="aligncenter" width="500"]東京ビックサイトのエスカレーター事故現場。 東京ビックサイトのエスカレーター事故現場。

東京ビックサイトのエスカレーター事故現場。

東京ビックサイトのエスカレーター事故現場。

ในขณะที่ตั้งแต่ 2004 เป็นต้นมา หลายเมืองในญี่ปุ่น ออกกฏข้อบังคับห้ามเดินบนบันไดเลื่อน ซึ่งแสดงว่าเค้าพยายามจะยกเลิกวัฒนธรรมนี้ในพื้นที่ที่สามารถทำได้

เพียงแต่เมืองใหญ่อย่างโตเกียวกับโอซาก้า จำนวนคนที่ใช้มันเยอะมากจนต้องหยวนเพราะมีปัญหาเรื่องระบายคนในช่วงเวลาเร่งด่วน แต่ทางสมาคมและรถไฟฟ้าเองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจออกประชาสัมพันธุ์ของความร่วมมือเป็นระยะๆ เพราะสถิติในแต่ละปีมีอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นที่บันไดเลื่อนบ่อยครั้ง

ส่วนฝั่งไทย กำลังมีส่วนนึงประทับใจการชิดข้าง มองว่าการชิดข้างให้คนรีบได้ไปก่อนดีกว่า คนที่ไม่รีบก็ให้เค้าแซงไปก่อน ซึ่งคงจะเป็นไปได้ด้วยดีถ้าหากจะคนที่รีบเร่งมีมารยาทที่ดี ระมัดระวังไม่ชนคนที่ชิดข้างให้ เรื่องก็จะราบรื่นด้วยดีและไม่มีอุบัติเหตุ

โดยส่วนตัวเห็นว่าพฤติกรรมของคนไทยที่รีบมากๆขนาดในญี่ปุ่นมีไม่มาก นอกจากนั้นบ้านเรายังมีบันไดแบบธรรมดารองรับ ที่กว้างและวิ่งได้สะดวก  ซึ่งยังไม่ค่อยมีคนใช้กันมากเท่าไหร่ โดยไม่จำเป็นต้องไปวิ่งบนบันไดเลื่อน ถ้าเส้นทางนั้นคับคั่งแล้วค่อยมาพิจารณาเรื่องบันไดเลื่อนก็ได้

สิ่งสำคัญในการตัดสินใจที่เหมาะสมก็คือ เรื่องที่ไทยจะไปเลียนแบบเค้าโดยเห็นเป็นวัฒนธรรมที่ดี หรือว่า เป็นเรื่องจำเป็นต้องทำเพื่อให้เกิดความสะดวก ซึ่งสุดท้ายนี้ บทสรุปจะไปเลือกแบบไหนก็ได้ ขอแค่ใช้วิจารญาณให้ถูกต้องชัดเจนมุ่งไปสู่ประโยชน์ ไม่ใช่ว่าแค่ตามๆ เขาไปก็แล้วกัน

The Social Swipe ไอเดียกระตุ้นการบริจาคเงินแบบเห็นผล

The Social Swipe

Misereor and The Social Swipe

องค์กรการกุศลจากยุโรปอย่าง Misereor ใช้ไอเดีย The Social Swipe จัดทำสื่อโปสเตอร์ไฮเทคชักชวนบริจาคเงินแบบใหม่ ที่เห็นผลลัพธ์ชัดเจนและสื่อความหมายเข้าใจง่าย สำหรับชาวยุโรปที่มีบัตรเครดิต และปิดงานได้ ด้วยการรูดบริจาคเงินได้อย่างรวดเร็วทันใจ พร้อมเห็นภาพที่สื่อถึงผลลัพธ์ปลายทาง

The Social Swipe

โดยระหว่างกึ่งกลางของจอภาพ The Social Swipe จะออกแบบให้มีช่อง สำหรับนำบัตรเครดิตมารูดผ่ากลางภาพ แต่ละครั้งจะเท่ากับการบริจาคเงิน 80 บาท/ครั้ง โดยจะมีหลักฐานการจ่ายเงินส่งไปให้ภายหลัง ที่สำคัญของแคมเปญนี้ คือ การที่กระตุ้นจิตสำนึกและสื่อเรื่องราวด้วยภาพ ผลลัพธ์ของการบริจาคของแต่ละคนจะเป็นไปตามแต่ละจอ เช่น ผ่าขนมปัง = การช่วยเหลือทางอาหารให้คนยากไร้ในเปรู ตัดเชือก = การได้ช่วยเหลือผู้ต้องขังที่ถูกทารุณกรรมในฟิลิปินส์ เป็นต้น

ไอเดีย The Social Swipe แบบนี้ดี ไม่ต้องเสียเวลาเอาคนมายืนเชิญชวน แถมดูดีเท่ โดนใจ สำหรับคนที่เห็นแล้วรู้สึกว่าการกระทำของเค้ามีค่า แต่จะใช้ได้ผลทุกที่ไหม และสำหรับบ้านเราจะเอามาประยุกต์ใช้ได้ไหม อันนี้ก็อีกเรื่องที่น่าสนใจนะครับ

April00467

The Social Swipe