วัฒนธรรมไทย กับ บันไดเลื่อน ญี่ปุ่น

 

เข้าใจวัฒนธรรมไทย กับ บันไดเลื่อน ญี่ปุ่น

เรื่องดราม่าขึ้น บันไดเลื่อน ให้ยืนชิดซ้าย หรือชิดขวา แบบญี่ปุ่น นี่ช่วงนี้ชักเริ่มเยอะ จะเลือกทำอะไรแบบไหน บันไดเลื่อน ญี่ปุ่น ไทย จะเอาแบบไหน มาทำความเข้าใจพื้นฐานของแต่ละที่กันก่อนดีไหมครับ

ในประเทศไทยบ้านเรามีความต่างเรื่องนี่เยอะ เพราะเดิมบ้านเรามีวัฒนธรรมการใช้บันไดเลื่อน ตามสากล เป็นกฏเพื่อความปลอดภัย ไม่ใช่ว่ากฏคนช้าชิดข้างนึงคนรีบจะได้เดินได้แบบญี่ปุ่น

เรื่องชิดข้างบันไดในบ้านเรานี่ เพิ่งจะมารณรงค์กัน คิดว่าเป็นเรื่องมีวัฒนธรรมสูง เดิมบ้านเราขึ้นบันไดเลื่อนแบบยืนนิ่งๆ นี้แหละ ปลอดภัยแล้ว สมัยก่อนตั้งแต่มีบันไดเลื่อนแรกๆ ในบ้านเราไม่ได้เน้นรีบ แต่เน้นความปลอดภัย การรีบเดินหรือวิ่งในบันไดเลื่อนของบ้านเราเป็นเรื่องที่ห้ามด้วยซ้ำ และเป็นกฏความปลอดภัยสากลทั่วโลก เพราะมันทำให้เกิดอุบัติเหตุบนบันไดเลื่อนได้ง่าย

es_sticker

บันไดเลื่อนถูกออกแบบไว้สำหรับการยืน แต่ไม่ควรยืนเพียงข้างใดข้างหนึ่ง เพราะจะทำให้เสียสมดุลย์ และอาจเป็นสาเหตุให้ระบบการทำงานของบันไดเลื่อนเกิดความผิดปกติ

นอกจากนี้ การเดินหรือวิ่ง ก็เป็นการใช้บันไดเลื่อนที่ผิดวิธี เพราะแรงสั่นสะเทือนจากการเดินหรือวิ่ง อาจทำให้ระบบนิรภัยทำงานโดยอัตโนมัติ ทำให้บันไดหยุดกระทันหัน อาจกลายเป็นอุบัติเหตุร้ายแรง ส่งผลกระทบถึงความปลอดภัยของผู้อื่นอีกด้วย

บันไดเลื่อน ญี่ปุ่น

อุบัติเหตที่ บันไดเลื่อนประเทศญี่ปุ่น

ในญี่ปุ่นเค้ารีบเพราะสภาพแวดล้อมจำกัดและแออัด เมื่อจำนวนผู้ใช้บันไดเลื่อนมีมากขึ้น และต่างคนต่างก็อยากรีบเดิน จึงเกิดเป็นธรรมเนียมสังคมขึ้นว่า การยืนบนบันไดเลื่อน ควรหลบไปยืนในทางใดทางหนึ่ง ซึ่งอาจจะเป็นทางซ้าย หรือทางขวา หรือแล้วแต่ เป็นการอลุ่มอล่วยด้วยความเข้าใจคนที่รีบ แต่ถ้าถามเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องของญี่ปุ่นเองอย่าง จนท.รถไฟฟ้า ก็จะตอบว่าไม่ได้มีกฏบังคับแบบนี้ เพราะทุกที่ปฏิบัติตามกฏสากลหมดครับ

ไม่ว่าในห้างสรรพสินค้า สถานีรถไฟไม่มีป้ายนี้ ยกเว้นในทางเดินเลื่อนที่สนามบิน

และกลับกัน คือ หลายเมืองเริ่ม ออกกฏบังคับ และติดป้ายห้ามเดินบนบันไดเลื่อนออกมา เนื่องจากเกิดอุบิติเหตุที่บันไดเลื่อนบ่อยๆ

วัฒนธรรมชิดบันไดเลื่อน

ป้ายเตือนห้ามเดินบนบันไดเลื่อน

จากข้อมูลเท่าที่ทราบมา

ในเดือนกรกฎาคม 2004 รถไฟใต้ดินในเมืองนาโงยา ได้ออกประกาศห้ามเดินบนบันไดเลื่อนเป็นแห่งแรกในญี่ปุ่น พร้อมกับรณรงค์โดยการติดโปสเตอร์ในสถานี และแจกสติ๊กเกอร์แก่ผู้ใช้บริการ

หลังจากนั้น ในปี 2006 – 2008 รถไฟใต้ดินในเมืองโยโกฮามา ฟุคุโอกะ ซัปโปโร และโอซากา ก็ได้ประกาศห้ามเดินบนบันไดเลื่อน และรณรงค์ด้วยการติดโปสเตอร์เช่นเดียวกัน โดยเฉพาะที่สถานีที่เมืองฟุคุโอกะ จะมีการประกาศเตือนอยู่ตลอดเวลา

ส่วนรถไฟใต้ดินที่กรุงโตเกียว แม้จะยังไม่ออกประกาศสั่งห้าม แต่ก็เริ่มรณรงค์ด้วยการติดโปสเตอร์และแจกสติกเกอร์เพื่อขอให้ใช้ความระมัดระวัง เพราะแม้จะทราบดีว่าการรีบเร่งเดินบนบันไดเลื่อนเป็นสาเหตุของอุบัติเหตุอันตรายได้  แต่ก็ยังต้องคำนึงถึงผู้ที่ต้องรีบเดินทาง ตลอดจนการระบายจำนวนผู้โดยสารที่มีปริมาณมหาศาลอีกด้วย

東京ビックサイトのエスカレーター事故現場。

อุบัติเหตุ ที่อาริอาเกะ โตเกียว

東京ビックサイトのエスカレーター事故現場。

東京ビックサイトのエスカレーター事故現場。

東京ビックサイトのエスカレーター事故現場。

http://skipedbeat.cocolog-nifty.com/blog/2008/08/post_ef3b.html%5B/caption%5D [caption id="attachment_141" align="aligncenter" width="500"]東京ビックサイトのエスカレーター事故現場。 東京ビックサイトのエスカレーター事故現場。

東京ビックサイトのエスカレーター事故現場。

東京ビックサイトのエスカレーター事故現場。

ในขณะที่ตั้งแต่ 2004 เป็นต้นมา หลายเมืองในญี่ปุ่น ออกกฏข้อบังคับห้ามเดินบนบันไดเลื่อน ซึ่งแสดงว่าเค้าพยายามจะยกเลิกวัฒนธรรมนี้ในพื้นที่ที่สามารถทำได้

เพียงแต่เมืองใหญ่อย่างโตเกียวกับโอซาก้า จำนวนคนที่ใช้มันเยอะมากจนต้องหยวนเพราะมีปัญหาเรื่องระบายคนในช่วงเวลาเร่งด่วน แต่ทางสมาคมและรถไฟฟ้าเองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจออกประชาสัมพันธุ์ของความร่วมมือเป็นระยะๆ เพราะสถิติในแต่ละปีมีอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นที่บันไดเลื่อนบ่อยครั้ง

ส่วนฝั่งไทย กำลังมีส่วนนึงประทับใจการชิดข้าง มองว่าการชิดข้างให้คนรีบได้ไปก่อนดีกว่า คนที่ไม่รีบก็ให้เค้าแซงไปก่อน ซึ่งคงจะเป็นไปได้ด้วยดีถ้าหากจะคนที่รีบเร่งมีมารยาทที่ดี ระมัดระวังไม่ชนคนที่ชิดข้างให้ เรื่องก็จะราบรื่นด้วยดีและไม่มีอุบัติเหตุ

โดยส่วนตัวเห็นว่าพฤติกรรมของคนไทยที่รีบมากๆขนาดในญี่ปุ่นมีไม่มาก นอกจากนั้นบ้านเรายังมีบันไดแบบธรรมดารองรับ ที่กว้างและวิ่งได้สะดวก  ซึ่งยังไม่ค่อยมีคนใช้กันมากเท่าไหร่ โดยไม่จำเป็นต้องไปวิ่งบนบันไดเลื่อน ถ้าเส้นทางนั้นคับคั่งแล้วค่อยมาพิจารณาเรื่องบันไดเลื่อนก็ได้

สิ่งสำคัญในการตัดสินใจที่เหมาะสมก็คือ เรื่องที่ไทยจะไปเลียนแบบเค้าโดยเห็นเป็นวัฒนธรรมที่ดี หรือว่า เป็นเรื่องจำเป็นต้องทำเพื่อให้เกิดความสะดวก ซึ่งสุดท้ายนี้ บทสรุปจะไปเลือกแบบไหนก็ได้ ขอแค่ใช้วิจารญาณให้ถูกต้องชัดเจนมุ่งไปสู่ประโยชน์ ไม่ใช่ว่าแค่ตามๆ เขาไปก็แล้วกัน

Comments are closed.